1.ค่าใช้จ่ายสำหรับ License Event:
แน่นอนว่าการขอ Licenses จำเป็นที่ต้องมีการคัดเลือกมาตรฐานการจัดงานนั้นๆ บางงานที่ต้องการที่จัดอาจมีมาตาฐานยังไม่ถึงขั้น แต่ส่วนหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลยคือ ค่าใช้จ่ายในการขอ CrossFit License Event ที่มีค่าลิชสิทธิ์ถึง 1,000$ ($300 discount for affiliate owners) ต่องาน นอกจากนั้น ผู้จัดงานต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่ ถือ Certified CrossFit Lv.1 และ กรรมการทุกคนต้องถือ Certified CrossFit Judges Couse (10$/person)
2. การหากำไรจากการจัดงานไม่ใช่เรื่องง่าย:
หากเปรียบเทียบกับการจัดงานแข่งแบบงานวิ่งตามท้องถนน ผู้จัดสามารถขาย Slot การแข่งขันให้กับนักกีฬาได้จำนวนมากกว่าการจัดแข่งขันแบบ CrossFit เพราะด้วยลักษณะประเภทกีฬา ทำให้เป็นงานที่ต้องจำกัดนักกีฬา จึงทำให้การหวังกำไรจากการขยาย Slot นักกีฬา เป็นเรื่องที่ยาก
3. ความท้าทายของผู้จัดงาน:
เมื่อลองนึกถึงอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมในงานวิ่ง กับ การแข่งขันแบบ CrossFit หรือ Cross Training แล้ว การเตรียมอุปกรณ์เป็นอีกประเด็นที่ยากจะเตรียมพร้อม หากไม่มีบริษัทที่รับจ้าง หรือ Sponsor มากกว่านี้ การเซ็ตมาตราฐานของการแข่งขัน หากงานแข่งไหนที่มีความเข้มข้นในการแข่งขันที่สูง การเตรียมการเรื่อง กรรมการ และการจัดการงาน จะมีความยากขึ้นไปอีกขั้น
4. การลดลงของ Affiliate Gym:
แม้อาจไม่มีผลต่อเหตุการณ์นี้มาก แต่ในอีกมุมคือทุกวันนี้ Gym ที่สอนออกกำลังกายแนว Cross Training อาจไม่ได้ใส่ใจเรื่อง License เท่ากับเมื่อก่อน
5. ในภาพรวมใหญ่ๆ![]()
การจัดงานแข่งแนว Fitness Competition ยังอยู่ในช่วงการเติบโต ถึงแม้บางงานอาจจะไม่ใช่ CrossFit Event License แต่เราก็จะพอจะสังเกตุได้ว่า มีงานแข่งออกกำลังกาย Fitness Competition เยอะกว่าเมื่อก่อน ไม่ว่าจะเป็นการมาของ Hyrox, UA Combine หรือ Spartan Race ที่มีมาสักพักแล้ว
สรุป
จำนวนการลดลงของ CrossFit License Event อาจเป็นจุดเปลี่ยนของการจัดงานแข่งก็ได้ อาจจะต้องหาจุดเด่นที่จะทำให้ผู้จัดงานหรือGym สนใจมากขึ้น และในภาพรวมของผู้ที่สนใจ CrossFit ยังอยู่ในทิศทางที่น่าติดตามด้วยกระแสที่ร้อนแรงในแดนกิมจิ ด้วย Physical 100 season 2 ซึ่งแชมป์ทั้ง 2 sesson มาจากนักกีฬา CrossFit
@kohtfitchampionship
#CrossFit#CrossFitthailand#ครอสฟิต#ออกกำลังกาย#นักกีฬา#สุขภาพดี
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
Tar Theerapoj


Leave a comment