ทุกคนคงเคยคิดว่าแน่ๆ ว่าเราเป็นเด็ก หรือ เป็นนักกีฬาในวัยเด็กเนี้ย เราควรที่จะเข้า Fitness เพื่อยกเวท หรือ Resistance Training ไหม ซึ่งในหัวข้อคือ Strength Training ซึ่งคำนี้จะเป็นภาพกว้างๆ ส่วนบทความนี้จะคำนิยาม 2 คำนี้จะใกล้ๆกันมากนะครับจนแทบจะเป็นคำๆเดียวได้เลยเพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับ Sport Science อ่านแล้วงง แค่เริ่มก็งงแล้ว 555+
สวัสดีครับทุกคน วันแอดไปเรียน Online Course มาตามชื่อบทความเลย
แอดจะมาสรุปให้ฟังกันนะครับในชื่อ Series ว่า How to learn Sport Sciecne EP.1

Strength Training for Youth : Science for Sport Academy
สอนโดย ท่านอาจาร์ย Dr Mark Helme – Lecturer – Leeds Beckett University

Table of Content.
- Long-Term Athlete Development
- ทำไม Strength Training สำหรับเยาวชนจึงมีความจำเป็น?
- ถ้าเด็กๆ ไม่ออกกำลังกาย หรือ เล่นกีฬาจะเป็นอย่างไร?
- มีความเชื่อผิด ๆ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Strength Training ในเยาวชนอะไรบ้าง?
- กระบวนการปรับตัวของเด็กต่อ Strength Training เป็นอย่างไร?
- Guildlines for strength training in children.
- Who are you coaching ?
- How to deliver youth strength training
- Summary
- 14 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Strength Training for Youth
เกริ่นด้วยก่อนที่เราจะเริ่มพัฒนาเด็กคนหนึ่งตั้งแต่ให้เป็นนักกีฬาระดับมืออาชีพ ระดับโลก หรือ แม้แต่นักกีฬามือสมัครเล่น มันมีกระบวนการในการสร้างนักกีที่เราควรจะรู้ ไม่ใช่แค่บอกเด็กไปซ้อมกีฬา หรือ ไปสมัคร คอร์สสอนเล่นกีฬา แล้วหวังว่าเด็กคนๆนั้นจะเติบโตมาเป็นแบบนักกีฬามืออาชีพ ยกตัวอย่าง
วิว กุลวุฒิ : นักแบดมินตันชายชาวไทย

นักแบดมินตัน ประเภทเดี่ยวชายไทยมือวาง อันดับ 17 ของโลก ที่พึ่งได้รองแชมป์แบดมินตันชายเดียว เหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส
คำถามคือว่า วิว เขาแค่ถูกส่งเข้าไปตีแบดตั้งแต่เด็ก แล้วอยู่ๆโตมาวันหนึ่งก็โชคดีได้เป็นรองแชมป์เหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ เลยใช่หรือไม่ครับ ?
คำตอบภาคบังคับ คือ “ไม่” นะครับ ห้ามตอบว่าใช่ 555+ 🤣
ในการพัฒนานักกีฬาตั้งแต่วัยเด็กมีกระบวนการเรียกว่า LTAD Model
Long-Term Athlete Development

LTAD คือแนวทางในการพัฒนานักกีฬาแบบองค์รวม โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการเป็นนักกีฬา ไม่ใช่เพียงแค่การเน้นผลสำเร็จในระยะสั้น แผนการนี้จะคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ ความพร้อมทางร่างกาย และพัฒนาการทางจิตใจของนักกีฬา
ระยะเวลาการพัฒนานักกีฬาในระยะยาวมี 7 ระยะ :
- Active Start (0-6 ปี): เรียนรู้การเคลื่อนไหวพื้นฐาน
- FUNdamentals (6-9 ปี): พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน
- Learning to Train (9-11 ปี): เรียนรู้ทักษะกีฬา
- Training to Train (11-16 ปี): ขยายฐานความอดทนและเพิ่มทักษะทางกีฬา
- Training to Compete (16-23 ปี): ปรับปรุงความสามารถทางกายภาพและเสริมสร้างทักษะ
- Training to Win (sport-specific ages): เตรียมตัวสำหรับการแข่งขันระดับสูง
- Active for Life (ทุกวัย): การเปลี่ยนเข้าสู่การมีส่วนร่วมกับกีฬาตลอดชีวิต
โดยแต่ละช่วงก็จะมีกระบวนการฝึกซ้อมแตกต่างกันไป

ซึ่งในโพสต์นี้แอดจะไม่ได้ ลงประเด็นเรื่อง LTAD ถ้าใครสนใจเม้นบอกแอดไว้หน่อยนะครับ
จะได้ไปหาข้อมูลมาเพิ่มให้ครับ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการพัฒนาด้านสมองและการรับรู้ของเด็ก เนื่องจากเด็กแต่ละวัยมีการรับรู้ที่แตกต่างกัน เราจะอธิบายทฤษฎีนี้ว่า Cognitive Development (จริงๆ หัวข้อนี้คงจะไม่มี หากไม่ได้เลื่อนไปเจอเฟสบุ๊กของอาจารย์ Pop Fitness Studio ขอบคุณอาจารย์มากครับ)

ByDr. Serhat Kurt

ซึ่งช่วงเกริ่นนำในตอนแรกจะยาวประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีวิธีการสอนและการพัฒนาที่แตกต่างกัน การฝึก Strength Training ก็เช่นกัน หากเราต้องการพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้แข็งแรงขึ้น ประเด็นนี้จึงไม่ควรถูกมองข้ามเลยครับ
และในประเทศไทยมักมองข้ามมากกกกกกกก ก.ไก่ 3×108 555+ เหมือนจะตลก แต่เป็นเรื่องจริง
“อะไรคือ Strength Training for Youth“
ในคอร์สการเรียน เนื้อหาต้องการให้ตอบคำถามหลักๆทั้ง 4️⃣ ข้อ ประบกอบได้ด้วย📚
- ทำไม Strength Training สำหรับเยาวชนถึงมีความจำเป็น?
- มีความเชื่อผิด ๆ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Strength Training ในเยาวชนอะไรบ้าง?
- กระบวนการปรับตัวของเด็กต่อ Strength Training เป็นอย่างไร?
- แนวทางการฝึก Strength Training เด็กมีอะไรบ้าง?
ทำไม Strength Training สำหรับเยาวชนจึงมีความจำเป็น?
ในคอร์สเรียนอาจาร์ย Dr .Mark Helme ท่านยกงานวิจัยมาประมาณ 2-3 งาน หนึ่งในนั้นคือ
การที่มนุษย์คนหนึ่งจะมี Physical Activity หรือการเคลื่อนไหวที่ดีนั้น จะมีคอนเซปต์สำคัญคือ Foundational Movement Skills
สำหรับใครที่ทำงานสายสุขภาพหรือเป็น Trainer คงจะเคยได้ยินคำว่า Fundamental Movement Patterns ซึ่งคำนี้มีความใกล้เคียงกับ Foundational Movement Skills แต่จะแตกต่างกันเล็กน้อย และคงได้ยินกันบ่อยจนแทบจะร้องขอชีวิตเวลาสอนนักเรียน 555+ 🤣👌 แต่จริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ครับ
ส่วนใครที่เริ่ม งง ติดความ งง ไว้ก่อนเดี่ยวจะหาย งง ทีหลัง (แต่ตอนแอดเขียนแอดงงไปละ 555+)

งานวิจัยนี้นำเสนอโมเดลแนวคิดสำหรับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน (Foundational Movement Skills: FMS) โดยเชื่อมโยงทักษะเหล่านี้กับการทำกิจกรรมทางกายตลอดชีวิต งานวิจัยอธิบายว่า FMS เป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมการออกกำลังกายและสุขภาพ โดยโมเดลนี้เน้นความสำคัญของการพัฒนาทักษะตั้งแต่วัยเด็ก
โดยการสร้างทักษะที่ครอบคลุมและปรับตัวได้ จะช่วยส่งเสริมความยั่งยืนในการทำกิจกรรมทางกาย ทักษะที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นจะส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการออกกำลังกายเมื่อโตขึ้น
Foundational Movement Skills จะหน้าตาประมาณนี้ !!!❄️

- Locomotor Skills (ทักษะการเคลื่อนที่) ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายร่างกายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
- Non-Locomotor Skills/ Stability Skills (ทักษะการเคลื่อนไหวอยู่นิ่ง)ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่กับที่
- Manipulative Skills (ทักษะการควบคุมสิ่งของ) ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและจัดการกับสิ่งของ
Fundamental Movement Patterns จะหน้าตาประมาณนี้

แล้ว 2 อย่างนี้มันต่างกันไหม จริงๆแล้ว ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ มันอาจจะไม่ได้แตกต่างกัน !!!
แต่หากเรายังเป็นเด็กอยู่ เราควรฝึก Foundational Movement Skills ให้ครบทุกด้าน เพื่อให้โตขึ้นมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดี เหมือนกับนักกีฬา ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาก็สามารถมีทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีได้
แต่ถ้าในวัยเด็กได้ฝึกทักษะเหล่านี้ โตมารับรองเลยว่า เมื่อเพื่อนชวนไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย รับประกันได้เลยว่าพริ้วแน่นอน!!!
ส่วนผู้ใหญ่ก็สามารถฝึกได้ แต่การฝึกในวัยเด็กจะตอบสนองได้ดีกว่า เนื่องจากระบบประสาทและกล้ามเนื้อของเด็กยังอยู่ในช่วงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายสามารถปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
สำหรับใครที่เริ่มมีอายุมากแล้ว อาจจะเริ่ม Focus ที่ 7 Fundamental Movement Patterns ก่อนก็ได้ เพราะหากเพียงต้องการใช้ชีวิตประจำวันให้ดีขึ้น นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อแก่ตัวลงก็จะลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บหรือปัญหาต่างๆ
ช่วงนี้ลุงไม่ค่อยอยากเดินไปไหนมาไหนเลย ปวดเอวไปหมด (แซวนะครับ 555+) จริงๆ แล้วมันมีหลายปัจจัยที่ส่งผลมากกว่านั้น
May the Force Be with Youth: Foundational Strength for Lifelong Development
PMID: 38055751
หากอยากทำกิจกรรมให้หลากหลายมากขึ้น Strength Training อาจจะเป็นคำตอบ

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่บทบาทของการพัฒนาความแข็งแรงพื้นฐานในเยาวชน ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกายและสุขภาพตลอดช่วงชีวิต
โดยไม่เพียงแค่การยกน้ำหนัก แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพด้านกีฬา สุขภาพโดยรวม และพัฒนาการทางจิตใจอีกด้วย บทความยังระบุถึงประโยชน์ต่างๆ เช่น ความแข็งแรงที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา ป้องกันการบาดเจ็บ และบทบาทของอาหารที่เหมาะสมในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

พูดโดยสรุปช่วงนี้แบบง่ายๆ คือ
ถ้าอยากเป็นเด็กมีการเคลื่อนไหวที่ดีอย่าลืม Foundational Movement Skills
แต่ถ้าอยากเก่งขึ้นทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น ต้องฝึก Strength Training– อาจาร์ยไม่ได้พูด ผมพูดเอง 555+ –
ถ้าเด็กๆ ไม่ออกกำลังกาย หรือ เล่นกีฬาจะเป็นอย่างไร?
Exercise deficit disorder (ภาวะกิจกรรมทางกายต่ำ)
สภาพที่แสดงถึงการมีกิจกรรมทางกายที่น้อยลง (น้อยกว่า 6️⃣🅾️ นาทีต่อวันของการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นปานกลางถึงสูง) ซึ่งต่ำกว่าข้อแนะนำที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่ดี
Dynapenia (การสูญเสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ)
ภาวะที่ร่างกายมีความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อต่ำ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยไม่มีสาเหตุจากโรคทางระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อ

หากในวัยเด็กเกิด 2️⃣ สภาวะ นี้จะส่งผลให้จะส่งผลให้เกิดข้อจำกัดทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างมาก เช่น การพัฒนาความแข็งแรง ความคล่องตัว และสมรรถภาพทางกายที่ล่าช้า
ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในอนาคต เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะซึมเศร้าและความรู้สึกขาดความมั่นใจในกิจกรรมทางกาย ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม.
World Health Organization 2020 guildelines on physical activity and sedentary begaviour
แนวปฏิบัติขององค์การอนามัยโลกปี 2020 ว่าด้วยการออกกำลังกายและพฤติกรรมอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย 🤣👌
Download Book 📚: https://www.who.int/publications/i/item/9789240015128

ความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมเนือยนิ่งกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ในเด็กและวัยรุ่น ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเนือยนิ่งกับความฟิตทางกาย สุขภาพหัวใจและเมตาบอลิซึม สุขภาพจิต และพฤติกรรมการแสดงออก
ถึงแม้หลักฐานส่วนใหญ่จะสนับสนุนความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างพฤติกรรมเนือยนิ่งกับผลลัพธ์เหล่านี้ แต่ความแข็งแกร่งและความสม่ำเสมอของผลการวิจัยยังคงแตกต่างกันไปตามประเภทของพฤติกรรมเนือยนิ่งและวิธีการวัดที่ใช้
WHO ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาการแทนที่ด้วยการออกกำลังกาย เมื่อต้องประเมินผลกระทบของพฤติกรรมเนือยนิ่งต่อสุขภาพ
โดยรวมแล้ว หลักฐานบ่งชี้ว่าการลดเวลาที่ใช้กับพฤติกรรมเนือยนิ่ง โดยเฉพาะการใช้หน้าจอ และการเพิ่มกิจกรรมทางกาย สามารถช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพของเยาวชนได้
ใครสนใจเพิ่มเติมแนะนำอ่านในหนังสือนะครับ !!!
มีความเชื่อผิด ๆ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Strength Training ในเยาวชนอะไรบ้าง?
อาจาร์ยได้ยกงานวิจัยมาเล่าให้ฟัง

งานวิจัยนี้สำรวจมุมมองของผู้ปกครองเกี่ยวกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและ Strength Training สำหรับเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปี โดยเน้นถึงความเชื่อของผู้ปกครองเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการออกกำลังกายประเภทนี้
ผู้ปกครองมักรายงานทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกายแบบ Cardio แต่มีทัศนคติด้านลบกับ Strength Training
ผู้ปกครองมักจะบอกว่าลูกของพวกเขาไม่อนุญาตให้เข้าร่วมการออกกำลังกายStrength Training (29.6%) มากกว่าการออกกำลังกายแบบ Cardio (4.0%) เพราะพวกเขาเชื่อว่า Strength Training อาจรบกวนการพัฒนาทางกายภาพที่ไม่เหมาะสม
กระบวนการปรับตัวของเด็กต่อ Strength Training เป็นอย่างไร?
เหมือนเดิมอาจาร์ย ยกงานวิจัยมาเล่าให้ฟัง 2 เรื่อง
การปรับตัวของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร?
Youth Resistance Training: Past Practices, New Perspectives, and Future Directions การฝึกแรงต้านในเยาวชน: แนวปฏิบัติในอดีต มุมมองใหม่ และทิศทางในอนาคต

แนวปฏิบัติในอดีต (Past Practices)
- ในช่วงปี 1989 มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการฝึกแรงต้านสำหรับเยาวชน โดยงานวิจัยในช่วงนั้นเสนอการออกแบบโปรแกรมที่ยังคงเน้นการใช้ความระมัดระวังสูง เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนกังวลเกี่ยวกับการบาดเจ็บและผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็ก
มุมมองใหม่ (New Perspectives)
- ในปี 2012-2013 มีการศึกษาพบว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสมรรถภาพทางกายในเยาวชนสามารถพัฒนาได้ดีขึ้นผ่านการฝึกแรงต้านอย่างเป็นระบบ โดยการฝึกเฉลี่ยจะประกอบด้วย 2-3 เซ็ตต่อการฝึก, 8-15 ครั้งต่อเซ็ต และน้ำหนักที่ใช้ประมาณ 60-80% ของน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้ในครั้งเดียว (1RM)
ทิศทางในอนาคต (Future Directions)
- หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือการรวมการฝึกแบบบูรณาการ (Integrative Neuromuscular Training – INT) ซึ่งมีการฝึกที่ครอบคลุมทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและทักษะการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยลดการบาดเจ็บและส่งเสริมการพัฒนาสมรรถภาพทางกายให้กับเยาวชน
อีกหนึ่งงานวิจัยที่อาจาร์ยยกมาในเรื่องของการปรับตัวของเด็กกับ Strength Training
Physiological Adaptations following Resistance Training in Youth Athletes – A Narrative Review. การปรับตัวทางสรีรวิทยาหลังจาก Strength Training ในนักกีฬาเยาวชน

งานวิจัยนี้กล่าวถึงการปรับตัวทางสรีรวิทยาของนักกีฬาวัยเยาว์หลังจากการฝึกด้วยน้ำหนัก โดยการฝึกนี้ช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อผ่านการเพิ่มการควบคุมระบบประสาท และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกล้ามเนื้อและเอ็น เช่น ขนาดและคุณสมบัติของเอ็น ขนาดของกล้ามเนื้อ และองค์ประกอบของเส้นใยกล้ามเนื้อ
อย่างไรก็ตาม ผลการปรับตัวเหล่านี้ในเด็กมีความละเอียดอ่อนกว่าผู้ใหญ่ และยังต้องมีการศึกษาต่อไปเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งกระตุ้นจากการฝึกและผลลัพธ์ทางสรีรวิทยา
Guildlines for strength training in children.
แนวทางการฝึก Strength Training สำหรับเด็ก
“Focus reps & Volune
Not Intensity & Load “– Dr.Mark Helme –
นอกจากนี้ สิ่งที่พวกเรามักหลงลืมไปคือ กินไม่พอ นอนน้อย แต่ซ้อมหนัก 🥲 ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการบาดเจ็บ และทำให้เด็กๆ ไม่มีความสุข

Developing Resistance Training Skill Literacy in Youth
การพัฒนาทักษะความรู้ความเข้าใจใน Resistance Training ในเยาวชน
งานวิจัยนี้กล่าวถึงการเรียนรู้ทักษะการฝึก Strength Training โดยเน้นถึงประโยชน์ที่การฝึกแรงต้านสามารถมอบให้เยาวชน เช่น สมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น สุขภาพจิตที่แข็งแรง และสุขภาพกระดูกที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคที่ทำให้เยาวชนไม่เข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นประจำ บทความได้แนะนำแนวคิด “ความรู้ด้านทักษะการฝึกแรงต้าน” และวิธีใช้แนวคิดนี้เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะและทำให้การฝึกเป็นเรื่องสนุกจะช่วยดึงดูดเยาวชนให้สนใจเข้าร่วมมากขึ้น

Postural integrity(ความสมบูรณ์ของท่าทาง)
กำหนดตำแหน่งที่ถูกต้องของหัวเข่า สะโพก ไหล่ และศีรษะ เพื่อส่งเสริมเทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกต้องและรักษากระดูกสันหลังให้เป็นกลางตลอดช่วงการเคลื่อนไหว
Stance and grip(ท่ายืนและการจับ)
สำรวจท่ายืนและการจับที่ถูกต้องสำหรับการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและพลัง ซึ่งปรับให้เข้ากับขนาดร่างกาย ช่วงการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน และเสถียรภาพของข้อต่อที่ดีที่สุด
Dynamic movement(การเคลื่อนไหวแบบไดนามิก)
มอบความท้าทายในการเคลื่อนไหวแบบก้าวหน้าเพื่อพัฒนาสมดุลและการรับรู้เชิงพื้นที่ โดยคำนึงถึงความต้องการเฉพาะบุคคล ประสบการณ์ในการฝึก และการเติบโตและพัฒนาที่ไม่เป็นเส้นตรง
Range of motion(ระยะการเคลื่อนไหว)
ค้นหาเป้าหมายช่วงการเคลื่อนไหวเฉพาะบุคคลที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและส่งเสริมการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวสำหรับการออกกำลังกายแต่ละประเภท
Tempo and pacing(จังหวะและความเร็ว)
รู้สึกถึงผลกระทบของความเร็วและจังหวะในการเคลื่อนไหวที่มีต่อช่วงการเคลื่อนไหว ความมั่นคงของข้อต่อ และการแสดงทักษะ ขณะค้นหาระดับความพยายามและความเข้มข้นที่เหมาะสม
Breathing(การหายใจ)
ฝึกเทคนิคการหายใจที่ช่วยปรับแนวกระดูกสันหลัง เพิ่มความตระหนักรู้ในท่าทางการยืน การหายใจที่เหมาะสม และลดผลกระทบจากการกลั้นหายใจ (Valsalva) ที่ไม่จำเป็น
Athletic Motor Skill Competencies
ความสามารถด้านทักษะการเคลื่อนไหวในกีฬา

การประเมิน AMSC เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากความสามารถในการเคลื่อนไหวเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาความสามารถทางกายภาพระยะยาวในเยาวชน การใช้แบบประเมินในการตรวจสอบ AMSC ให้ข้อมูลที่ช่วยแนะนำผู้ฝึกในการกำหนดโปรแกรมการออกกำลังกายที่เฉพาะบุคคล มีแบบประเมินหลายประเภทที่เชื่อถือได้ในการประเมิน AMSC ในกลุ่มเยาวชน แต่ละแบบประเมินมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดในการประเมินความสามารถในการเคลื่อนไหว บทวิจารณ์นี้ยังระบุถึงข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นในการนำแบบประเมินมาใช้ในสภาพแวดล้อมกีฬาสำหรับเยาวชน ดังนั้น ผู้ฝึกควรพิจารณาบริบทและความต้องการของตนเมื่อต้องเลือกแบบประเมินการเคลื่อนไหว หรือพิจารณาการใช้แบบประเมินหลายประเภทเพื่อพัฒนาความเข้าใจที่ครอบคลุมถึงระดับทักษะการเคลื่อนไหวของเยาวชน
หากเราทำได้ทั้งหมด เราจะไม่เพียงแค่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง แต่ยังรวมถึงการมี motor movement ที่ดี ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะ Physical Literacy ของเราให้ดีขึ้น ทำให้พร้อมสำหรับการเล่นกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Planning, Teaching using the Movement Wheel

Youth Physical Development (YPD) model
โมเดลการพัฒนาร่างกายของเยาวชน
เด็กผู้ชาย

เด็กผู้หญิง

กล่องสีฟ้าอ่อนสำหรับผู้ชายและกล่องสีชมพูอ่อนสำหรับผู้หญิงหมายถึงช่วงเวลาของการปรับตัวก่อนวัยรุ่น
กล่องสีน้ำเงินเข้มสำหรับผู้ชายและกล่องสีชมพูเข้มสำหรับผู้หญิงหมายถึงช่วงปรับตัวในวัยรุ่น
- FMS = fundamental movement skills
- MC = metabolic conditioning
- PHV = peak height velocity
- SSS = sport-specific skills
- YPD = youth physical development.
รูปภาพเพิ่มเติมจากที่แอดหามาเพิ่ม เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้ง่ายขึ้นตัวเลขอาจมีไม่ตรงบางแต่ดูไว้เอาเป็น Framewrok


Key Points:
ช่วงก่อนวัยรุ่น: ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน (FMS) และพลัง ผ่านการปรับตัวของระบบประสาทโดยใช้ Plyometric ร่วมกับการพัฒนาความเร็ว ความคล่องตัว และความฟิตตามแนวทางที่สอดคล้องกับ Game Play
วัยรุ่น: พัฒนาทักษะ FMS ต่อไป โดยค่อยๆ เน้นไปที่ทักษะเฉพาะทางกีฬา (SSS) มากขึ้น การฝึกเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ (Hypertrophy) สามารถเริ่มได้เมื่อระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่วัยแรกรุ่น ความเร็วและความคล่องตัวยังคงพัฒนาได้ผ่านเกมความเร็ว เช่น การแข่งวิ่ง การไล่ล่า และการวิ่งผลัด ร่วมกับการฝึกทักษะความเร็ว นอกจากนี้ ควรเสริมความแข็งแรงและความมั่นคงของขาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ ACL(เอ็นไขว้หน้า)
หลังวัยรุ่น: Force-Velocity ซึ่งเป็นกราฟที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแรง (Force) และความเร็ว (Velocity) ในการฝึกซ้อมทางด้านความแข็งแรงและพละกำลังของนักกีฬา เพื่อปรับการฝึกที่เน้นความแข็งแรงเฉพาะทาง เช่น ความแข็งแรงสูงสุด เทียบกับความอดทนของกล้ามเนื้อ การเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ เป็นต้น เพิ่มพัฒนาการด้านพลังโดยการฝึกพลังระเบิดผ่านการยกน้ำหนักแบบโอลิมปิก พลัยโอเมตริกที่มีน้ำหนัก และการวิ่งลากรถเลื่อน (Sled Push/ Sled Pull) นอกจากนี้ยังควรแนะนำการพัฒนาระบบพลังงาน (Energy System Development) โดยเน้นระบบพลังงานที่เฉพาะเจาะจงผ่านการฝึกแบบอินเตอร์วัลและเกมขนาดเล็ก พิจารณาตามตำแหน่งการเล่นในกีฬาต่างๆ
Resistance training Guildelines form ACSM
แนวทางการฝึกแรงต้านจาก ACSM
แนวทางการฝึกแรงต้านสำหรับเยาวชน โดยพิจารณาความก้าวหน้าตามความชำนาญในทักษะการฝึกแรงต้านและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของแต่ละบุคคล

Developing Cognitive and Motor Creativity
การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางปัญญาและการเคลื่อนไหว
Dr.Mark Helme ได้ยกงานวิจัยมา 1 งานคือ

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางด้านการเคลื่อนไหวและด้านการคิดในเด็กผ่านโปรแกรมการออกกำลังกาย โดยใช้หลักการของ Nonlinear Pedagogy ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมการออกกำลังกายที่ออกแบบอย่างสร้างสรรค์สามารถเพิ่มความคิดริเริ่มและความยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหวของเด็กได้มากกว่าโปรแกรมทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่เข้าร่วมในโปรแกรมสร้างสรรค์มีความสามารถในการคิดแบบหลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น
Strength and Skill-based Training) ในการเรียนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนประถม
อาจาร์ยได้ยกงานวิจัยมาเล่าให้ฟังอีก 1 เรื่อง
Benefits of Strength and Skill-based Training During Primary School Physical Education

งานวิจัยนี้ศึกษาประโยชน์ของการฝึกความแข็งแรงและทักษะ (Strength and Skill-based Training) ในการเรียนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนประถม พบว่าโปรแกรมการฝึกที่ผสมผสานการฝึกความแข็งแรงและทักษะพื้นฐาน (Fundamental Integrative Training – FIT) ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายของเด็ก โดยเฉพาะในด้านความสามารถทางแอโรบิก ความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การวิจัยนี้ใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ และพบว่าโปรแกรม FIT มีผลลัพธ์ที่ดีกว่าโปรแกรมการเรียนพลศึกษาแบบเดิม เด็กที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้พัฒนาสมรรถภาพทางแอโรบิก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน
Who are you coaching ?
แนวทางสำหรับการตัดสินใจในงาน Strength and Conditioning Coaching

กรอบแนวคิดสำหรับการตัดสินใจในงานโค้ชด้านความแข็งแรงและการปรับสภาพร่างกาย ลูกศรเชื่อมต่อระหว่างโดเมนความรู้แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าโดเมนต่างๆ จะถูกนำเสนอเป็นพื้นที่ความรู้เฉพาะ แต่ก็มีการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละโดเมน ลูกศรสองทางระหว่าง “ใคร” “อะไร” “อย่างไร” “P-D-R” และ “ตนเอง” กับด้านนอกของรูปแสดงให้เห็นว่าความรู้ในทุกด้านเหล่านี้ถูกกำหนดและได้รับอิทธิพลจาก “บริบท วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม”

3 Key สำคัญ
- Egocentric – เป็นศูนย์กลางของความสนใจ ไม่ค่อยแบ่งปัน คิดแบบเป็นรูปธรรม
- Effort = Ability – ความรู้สึกถึงความสามารถขึ้นอยู่กับความพยายาม ประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป ไม่เก่งในการเปรียบเทียบกับเพื่อน
- Novice-beginner learners – การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นสิ่งใหม่ อยู่ในขั้นตอนการเรียนรู้ทางความคิด การเคลื่อนไหวยังดูแข็งและไม่ราบรื่น
How to deliver youth strength training
แนวทางวิธีการสอนการฝึกความแข็งแรงสำหรับเยาวชน
ให้ใช้การสอนเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนโปรแกรม
“Think Power ranger, not periodization”
นึกถึงการออกแรงมากกว่า ไม่ใช่การวางโปรแกรม
สร้างบรรยากาศที่เน้นการเรียนรู้และการสำรวจ
มากกว่าการเพิ่มความท้าทายทางร่างกายเกินขีดจำกัด
Summary
- การฝึกความแข็งแรงในเยาวชนเคยถูกมองข้ามว่าไม่ดีต่อเด็ก แต่ความเชื่อนี้เป็นเพียงตำนานที่ไม่มีหลักฐานรองรับ
- เด็กๆ กำลังมีสุขภาพแย่ลง อ่อนแอลง และมีความรู้ความเข้าใจด้านการเคลื่อนไหวลดลงในอัตราที่รวดเร็ว ส่งผลให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตมากขึ้น
- การฝึกความแข็งแรงในเยาวชนมีประโยชน์อย่างมากในระยะสั้น และสามารถนำไปสู่ประโยชน์ต่อสุขภาพและสมรรถภาพทางกายในระยะยาวได้
- เด็กมีสรีรวิทยาที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ และปรับตัวต่อการออกกำลังกายด้วยกลไกที่แตกต่างกัน จึงต้องใช้วิธีการฝึกความแข็งแรงที่แตกต่าง
- การเรียนรู้และความเชี่ยวชาญด้านการฝึกความแข็งแรงควรเป็นจุดสนใจของการวางแผน พร้อมสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและสร้างแรงจูงใจ

14 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Strength Training for Youth
1. งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มสมรรถภาพทางกล้ามเนื้อในเด็กได้ลดลงเป็นเวลา 20 ปีและ มีแนวโน้มลดลงเพิ่มขึ้น
2. Dynapenia คืออะไร?
Answer : ระดับความแข็งแรงและแรงของกล้ามเนื้อต่ำ โดยไม่เกิดจากโรคหรือการเจ็บป่วย
3. องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำอะไรสำหรับการฝึกฟิตเนสเยาวชน?
Answer : แนะนำอย่างยิ่งให้เด็กๆ ทำกิจกรรมแอโรบิกอย่างหนักและกิจกรรมเสริมความแข็งแรงอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (Strength training)
4. อุปสรรคใดยังคงอยู่จากพ่อแม่และคนอื่นๆ ในการดำเนินการฝึกความแข็งแรงในเยาวชน? Answer : พ่อแม่รู้สึกว่า Strength training สำหรับเด็กจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ❌ แต่พ่อแม่ควรให้การสนับสนุนการฝึกความแข็งแรงในเยาวชนอย่างเต็มที่ และไม่ควรรู้สึกว่าการฝึกนี้ไม่มีประสิทธิภาพในเด็ก✅
5. ผลของการฝึกความแข็งแรงต่อกระดูกในเด็กคืออะไร?
Answer : เพิ่มความหนาแน่นขอมวลกระดูกและความแข็งแรงของกระดูก
6. กลไกหลักในการปรับตัวต่อความแข็งแรงในเด็กคืออะไร?
Answer : การพัฒนาทางระบบประสาทผ่านการก่อตัวของไมอีลินของเซลล์ประสาทการเคลื่อนไหว(แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม ไม่มั่นใจ 555+)
7. ตัวแปรสำคัญในการกำหนดโปรแกรมฝึกความแข็งแรงในเด็กคืออะไร?
Answer : “Focus reps & Volune Not Intensity & Load “
8. การฝึกความแข็งแรงมีผลอย่างไรต่อเอ็นของเด็ก?
Answer : เพิ่มปริมาณคอลลาเจนและความหนาของเอ็น
9. เมื่อต้องคิดถึงการวางแผนการฝึกความแข็งแรงสำหรับเยาวชน สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า
Answer : ให้ความเป็นตัวของตัวเอง มุ่งเน้นที่ความพยายาม และยังเป็นมือใหม่
10. สำหรับเด็กที่อายุน้อยที่สุด Composite Youth Physical Development Model (CYPD) แนะนำให้เน้นการฝึกฝนในด้านใด?
Answer : ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน
11. สิ่งใดไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการพัฒนาความรู้และทักษะในการฝึกแรงต้าน?
Answer : การฝึก Muscle Faliur ❌ แต่ควรเน้นจังหวะและการควบคุม + ความสมบูรณ์ของท่าทาง✅
12. ทฤษฎีการตัดสินใจด้วยตนเองประกอบด้วยอะไรบ้าง?
Answer : การมีอิสระ ความสามารถ และความสัมพันธ์
13. เมื่อนึกถึงบรรยากาศของการฝึกซ้อม อะไรสำคัญสุด?
Answer : ความสนุก
14. รูปแบบการฝึกความแข็งแรงใดที่ไม่แนะนำสำหรับเด็ก?
Answer : Olypmic Weightlifting 555+🤣
สำหรับใครที่อ่านจบแล้วยังไม่หน่ำใจสามารถไปลงเรียนต่อได้กับทาง
Sceince for Sport
https://academy.scienceforsport.com/catalog

ตอนนี้มีทดลองเรียนฟรี 7 วัน
แต่ต้องผูกบัตรนะ กดยกเลิกให้ทันก่อนครบกำหนด ใครสนลุยคร้าบบบบ+++ 🔥👌
เรียนจบได้ใบ Certificate ด้วยแต่ต้องสอบให้เต็ม 15/15 ข้อนะ สอบกี่รอบก็ได้ แอดสอบไป 3 รอบ 555+

จบแล้วครับทุกๆคน ยาวนานจริงสำหรับบทความนี้ ใช้เวลานั่งเรียน 1 ชั่วโมง นั่งทำเขียนกับหาข้อมูลน่าจะเกิน 16 ชั่วโมงได้ 555+
ขอบคุณทุกคนมากครับที่อ่านจบ ถ้าตรงไหนแอดพิมพ์ผิด หรือ ข้อมูลผิดทักมาหลังไมค์ได้เลยนะครับ เพราะเอาจริงๆเขียนจบมาก็ไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น พอทำไปเรื่อยๆเริ่มลึก 555+ บางเรื่องก็ลึกจน ไม่อยากจะเอามาต่อ
ไว้เจอกันบทความหน้าคร้าบ กราบพระคุณครับ🫰✌️🙏✍️


Leave a comment