สำหรับเพื่อนๆบางคนเริ่มที่พึ่งเริ่มเล่น CrossFit ใหม่ๆ ที่คิดจะไป Workout กับ
CrossFit Gym ต่างๆ คงเคยมีข้อสงสัยกันแน่ๆ ว่าใน CrossFit Class จะต้องเจออะไรบ้างแล้วมีการเตรียมตัวอย่างไร
ต้าเป็นหนึ่งคนที่สงสัยมากๆว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร วันนี้ต้าจะมาสรุป คอร์สเรียน
Lesson Planning CrossFit Class คอร์สนี้เรียนไม่นาน 2-3 ชั่วโมงจบ เรียนจบรับใบเซอร์
ไม่มีสอบท้าย Course
Course เหมาะสำหรับ CrossFit Coach หรือ Fitness Trainer ที่ต้องการทราบ
องค์ประกอบที่ควรรู้และการจัดการเวลาสำหรับการสอน Group Class อย่าง CrossFit Class แต่สามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับการสอนคลาสออกกำลังกายต่างๆได้
เนื้อหาค่อนไปทางง่าย และ ทั่วไป
ต้าเขียนสรุปเนื้อหามาให้อ่านกัน สรุปอย่างละเอียด อ่านจบเหมือนนั่งเรียนเอง ไปจ้าดดด!!😊

IMPORTANCE OF PLANNING
ความสำคัญของการวางแผนการสอน ไม่จำเป็นจะต้องเป็น CrossFit Class เสมอไป
ในบาง Gym ที่มี Class ออกกำลังกายอย่าง Circuit Training หรือ HIIT (High Intensity Interval Training) ก็ต้องมีการเตรียมตัว ดังนั้นเนื้อหาในบทความนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้
Taking the time to plan will: ใช้เวลาสำหรับในการเตรียมตัว
- เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่การออกกำลังกายในแต่ละครั้ง
- สร้างมาตรฐานการสอนที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสอนครั้งไหนก็ควรมีคุณภาพที่เท่ากัน
- แนะนำ และปรับแก้ไขจุดผิดพลาดของผู้เข้าร่วมคลาสได้อย่างทั่วถึง
Not preparing a lesson plan: ไม่จัดเตรียมแผนการสอน
- ปรับระดับความหนักเบาของการออกกำลังกายได้ไม่เหมาะสม การจัดการอาการบาดเจ็บ และ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีที่ ขาดประสิทธิภาพ
- เวลาที่ควรจะได้ใช้ในการสอน สังเกต และแนะนำผู้เข้าร่วมกลับถูกลดน้อยลง
- ไม่สามารถนำความรู้และประสบการณ์ของผู้ฝึกสอนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นี้คือหัวข้อที่ต้านำมาสรุปครับ!!! ลุยค้าบบ 👌❤️
Intended Stimulus😎
ใจความสำคัญของการฝึก CrossFit อยู่ที่ “การฝึกซ้อมประจำวัน” ของแต่ละคลาส
เพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพสูงสุดและวางแผนคลาสได้สำเร็จ ผู้ฝึกสอนต้องเข้าใจ “เป้าหมายหลัก” ของการฝึกแต่ละวัน
เป้าหมายนี้ หรือที่เรียกว่า “สิ่งกระตุ้นที่ตั้งใจไว้” ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับท่าฝึก CrossFit ทั่วไป
ยิ่งผู้ฝึกสอนคุ้นเคยกับ CrossFit มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งประเมินเป้าหมายของการฝึกแต่ละวันได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ตรงนี้ต้าค่อนข้างเชียร์ว่าจริงมากๆครับ

เพื่อกำหนดเป้าหมายการออกกำลังกาย ผู้ฝึกสอนต้องพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้:
- TIME DOMAIN
- LOADING
- REPETITIONS AND/OR DISTANCE
- MOVEMENTS
Loading
LIGHT = 15 or more reps
MODERATE = Between 5-15 reps HEAVY = Only 1-5 reps
BODY WEIGHT/NO LOAD No external load
MOVEMENTS
Gymnatic
Weightlifting
Monostructural
Time Domian
Short = Less than 5 minutes
Moderate = Between 5-20 minutes
Long = More 20 minutes
REPETITIONS AND/OR DISTANCE
Low = 1-50 total repetitions or 800 meters or less of rowing or running
MODERATE = 50-200 total repetitions or 800-3,200 meters of rowing or running
High = 200+ total repetitions or 3,200+ meters of rowing or running
Workout Brief📅
ก่อนเริ่มเซสชั่นการฝึก การบรรยายสรุปแบบสั้นๆ จากเทรนเนอร์ถือเป็นส่วนสำคัญมาก ช่วงเวลานี้จะช่วยในการตั้งเป้าหมายของการฝึกซ้อม และเป็นโอกาสดีในการกล่าวถึงการปรับระดับความยากของท่า การระวังอาการบาดเจ็บ และข้อกังวลด้านการจัดการต่างๆ

การบรรยายสรุปที่ดีควรมีองค์ประกอบดังนี้:
- สั้นกระชับ ไม่ควรเกิน 3-5 นาที เน้นประเด็นสำคัญ ผู้ฝึกมีเวลาฝึกปฏิบัติจริงมากขึ้น
- ชัดเจน อธิบายเป้าหมาย ท่าฝึก วิธีปรับระดับความยาก ข้อควรระวัง และตอบคำถาม
- กระตุ้น สร้างแรงจูงใจ ปลุกพลัง เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ
แม้ว่าการบรรยายสรุปจะเป็นส่วนสำคัญของการฝึกแต่ก็ไม่ควรใช้เวลานานเกิน 3-5 นาที เพราะการฝึกปฏิบัติจริงต่างหากที่จะนำไปสู่การพัฒนา ดังนั้นเทรนเนอร์เองก็ควรมีทักษะในการสรุปอย่างกระชับและตรงประเด็น!
Brief Topics
ในการอธิบายสรุปก่อนเริ่มWorkout เทรนเนอร์ต้องอธิบายองค์ประกอบที่สำคัญทั้งหมดกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนให้ นักเรียน และ ผู้เข้าร่วมคลาสได้ทราบ ก่อนที่จะเริ่มการฝึก
ตามหัวข้อนี้👌
- workout duration
- challenge
- demonstat
- Logistic
- Scaling
What to Avoid : ข้อควรระวัง
ข้อมูลในอธิบายก่อน Workout นั้นมีความสำคัญมาก ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะ challenge scaling และ workout duration จะสร้างความสับสนให้กับผู้ฝึก เสียเวลา และอาจนำไปสู่การบาดเจ็บ
Warm-Up⚠️
การวอร์มอัพที่ดีจะประกอบด้วยทั้งการเคลื่อนไหวแบบทั่วไป (GENERAL) และแบบเฉพาะจุด (SPECIFIC) เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการฝึก โดยแต่ละการฝึกซ้อมจำเป็นต้องมีการวางแผนระยะเวลาของการวอร์มอัพทั้งสองส่วนนี้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าอย่างไร การวอร์มอัพควรประกอบด้วย:

- Warm-Up General: เป็นการเคลื่อนไหวแบบไม่เจาะจง เน้นภาพรวมใหญ่ของการเตรียมร่างกาย
- เป้าหมายในการทำ General Warm-Up
- เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
- เพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย
- Mobility ข้อต่อหลักๆ ของร่างกาย Full rang of motion
- วิธีการ General Warm-Up
- เทรนเนอร์เป็นผู้ Demonstate
- เลือก Movement ที่สามารถสาธิตและอธิบายได้ง่าย
- ท่าที่ใช้ทักษะน้อย ไม่หนักจนเกินไป
- ทำด้วยความเร็วปานกลางหรือความเข้มข้นต่ำ
- เน้นร่างกายทุกส่วนและช่วงการเคลื่อนไหวเต็มรูปแบบ
- เป้าหมายในการทำ General Warm-Up
- Warm-Up Specific : มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับMovement การเคลื่อนไหวที่เราจะใช้งานจริงใน Workout
- เป้าหมายในการทำ Specific Warm-Up
- เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว (Range of motion) ด้วยความเข้มข้นที่ต่ำกว่า
- ฝึกฝนรูปแบบการเคลื่อนไหว (Movement patterns ) ที่จะใช้จริงใน Workout
- แนะนำข้อผิดพลาดในการเคลื่อนไหว
- ประเมินตัวเลือกในการปรับระดับความยากของการฝึก(Scaling)
- วิธีการ Specific Warm-Up
- อธิบายเหตุผลของ Movement ที่เลือกมา
- ท่าที่เลือกควรเกี่ยวข้องกับท่าออกกำลังกายจริงที่ใช้ในวันนั้น
- เพิ่มความซับซ้อนของท่าแบบค่อยเป็นค่อยไป (Progressive movement)
- เริ่มจากใช้น้ำหนักเบาหรือความเข้มข้นต่ำ แล้วค่อยเพิ่มให้เหมาะกับระดับของการออกกำลังกายจริง
- เป้าหมายในการทำ Specific Warm-Up
เวลาที่ควรใช้ในแต่ละส่วนของการวอร์มอัพนั้นขึ้นอยู่กับรายละเอียดของการฝึกซ้อมนั้นๆ ยิ่งคุณเข้าใจ “เป้าหมายที่แท้จริง” (INTENDED STIMULUS) ของการฝึกได้มากเท่าไร คุณจะยิ่งสามารถจัดสรรเวลาได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
Time⌛
- วางแผนล่วงหน้า: วางแผนตาราง Program ล่วงหน้า กำหนดเวลาสำหรับแต่ละส่วนของแต่ละ Session ของ Class รวมถึงช่วงพัก การวอร์มอัพ การคูลดาวน์ และการฝึกทักษะ(Skill)
- สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ: อธิบายรายละเอียดของบทเรียนให้ผู้ฝึกเข้าใจชัดเจน แจ้งเวลาที่เหลืออยู่เป็นระยะๆ และตอบคำถาม
- ใช้เวลาอย่างชาญฉลาด: หลีกเลี่ยงการพูดมากเกินไป สาธิตท่าทางให้ชัดเจน และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการฝึก
- ปรับเวลาตามความจำเป็น: เทรนเนอร์ควรปรับเวลาตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับความฟิต ประสบการณ์ และความต้องการของผู้ฝึก

แนวทาง
- Workout Brief: 3-5 นาที
- Warm-Up : 7-10 นาที
- Skill : 10-15 นาที
- Workout: 20-30 นาที
- Cooldown 5-10 นาที
Workout Execution⚒️
ให้คำแนะนำ (feedback) ในลักษณะเฉพาะตัว เพื่อให้ผู้เข้าคลาสหรือนักเรียน แต่ละคนรู้สึกได้รับการใส่ใจ เนื้อหาของ feedback ควรเน้นไปที่ประสิทธิภาพการเคลื่อนไหว การป้องกันอาการบาดเจ็บ และความสม่ำเสมอในเชิงเทคนิคการออกกำลังกาย
ผู้ฝึกจะพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อพวกเขาสามารถฝึกในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่อง เทรนเนอร์ CrossFit จึงต้องรู้ว่าจุดประสงค์ที่สำคัญของแต่ละWorkout ฝึกเพื่ออะไร เพื่อให้สามารถแนะนำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แบง่ออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ
- Effective Coaching
- Effective Scaling
- Logistics and Safety
Effective Coaching⚡
1. การสอน (Teaching)
- มีความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึก CrossFit เป็นอย่างดีและถูกต้อง
- สามารถสื่อสารความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความเข้าใจของผู้ฝึก
2. การสังเกต (Seeing)
- มองออกว่าการเคลื่อนไหวที่ดีถูกต้อง หรือไม่ดี นั้น สังเกตจากอะไร เกิดขึ้นบ่อยในจุดไหน
3. การแก้ไข (Correcting)
- สามารถปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวได้
- มีเทคนิคการชี้นำที่ดี
- แก้ไขข้อผิดพลาดได้หลากหลายรูปแบบ
- จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องแก้ไข ้เฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี
- สามารถติชมและให้กำลังใจได้อย่างเหมาะสม
4. การจัดการกลุ่ม (Group Management)
- จัดการเวลา อุปกรณ์และสถานที่ เพื่อให้การฝึกต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
- ดูแลให้ผู้ฝึกทุกคนให้ได้รับความสนใจเท่าๆกันในระหว่าง Session
- จัดกลุ่มผู้เข้าคลาสที่มีทักษะใกล้เคียงกัน ได้อย่างถูกต้อง
5. บุคลิกและทัศนคติ (Presence & Attitude)
- สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุก เป็นกันเอง ให้กำลังใจ
- ให้ความเคารพและเห็นอกเห็นใจผู้เข้าฝึกทุกคน
6. การสาธิต (Demonstration)
- สามารถแสดงท่าทางต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เป็นแบบอย่างที่ดี
- เข้าใจวิธีการสอนโดยการทำให้ดู
- มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวที่ดี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าคลาส และ นักเรียน
Effective Scaling😵
การปรับระดับความยากของการฝึกอย่างเหมาะสมเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับเทรนเนอร์ CrossFit ช่วยให้ผู้ฝึกพัฒนาทักษะและสมรรถภาพทางกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทรนเนอร์ควรฝึกฝนทักษะนี้ เพื่อให้ผู้ฝึกทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝึก
Logistics and Safety🛟
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิจารณา ทั้งก่อนและระหว่างการฝึกซ้อม คือเรื่องการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ
เทรนเนอร์มีหน้าที่ต้องทำให้แน่ใจว่าผู้ฝึกแต่ละคนมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการฝึกซ้อมอย่างปลอดภัย คอยสังเกตจุดที่มีความแออัด อุปสรรคที่อาจทำให้สะดุดล้ม และอุปกรณ์ที่วางเกะกะบนพื้นห้องออกกำลังกาย
Cool-Down and Skill Work❄️
Skill Work และ Cool-Down เป็นส่วนสำคัญของการฝึก CrossFit ช่วยให้ผู้ฝึกพัฒนาทักษะ ป้องกันการบาดเจ็บ และเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึก เทรนเนอร์ควรใส่ใจและวางแผนการฝึกทักษะและการคูลดาวน์อย่างเหมาะสม

Skill Work🤔
ประโยชน์ของการฝึกทักษะ (Skill Work)
- การฝึกฝน: พัฒนาทักษะทางเทคนิคโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้มข้นหรือน้ำหนัก
- การประเมิน: เทรนเนอร์สามารถให้คำแนะนำและแก้ไขท่าทางก่อนเริ่มการฝึก
ช่วยให้ทั้งผู้ฝึกและเทรนเนอร์มีจุดโฟกัสเหมือกันระหว่างการฝึก - ความมั่นใจ: เพิ่มความมั่นใจในทักษะใหม่ก่อนเข้า Workout
- การปรับระดับความยาก: เทรนเนอร์สามารถประเมินตัวเลือกการปรับระดับความยากและความเป็นไปได้ก่อนเริ่มการฝึก
วิธีการนำไปใช้
- การฝึกทักษะมักเป็นส่วนหนึ่งของ Specific Worm-Up แต่การแทรก skill work เพิ่มเติมหลังการฝึกหลักก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประโยชน์
- ปริมาณของ skill work ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณของการฝึกหลัก ความซับซ้อนของท่าทาง และเป้าหมายการพัฒนาทักษะ
- ตัวอย่างแผนการฝึกด้านล่างแสดงให้เห็นถึงการรวม skill work เข้าไว้ด้วย แต่ละตัวอย่างจะแตกต่างกันไปตามปริมาณของการฝึกหลักและความสามารถทางเทคนิคที่ท่าทางนั้นๆ ต้องใช้
การมองภาพใหญ่📈
- เป้าหมายระยะยาวของเราคือการพัฒนาให้ CrossFitter มีความชำนาญในรูปแบบท่าทางที่หลากหลาย
- เทรนเนอร์ต้องพิจารณาการพัฒนาทักษะของผู้ฝึกแต่ละคนในสองมิติ:
- ความต้องการในการฝึกของวันนี้: เตรียมผู้ฝึกให้พร้อมสำหรับการฝึกในวันนั้นๆอย่างดีที่สุดได้อย่างไร?
- เป้าหมายการพัฒนาในระยะยาว: มีโอกาสใดบ้างที่จะช่วยให้ผู้ฝึกพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นทักษะเฉพาะทางที่ไม่ได้มีอยู่ในเซสชั่นหลักของวันนี้ก็ตาม?
ข้อควรระวัง
- อย่าใช้ความเข้มข้นสูง: การฝึกทักษะควรเน้นการปรับแต่งท่วงท่าให้แม่นยำ
- อย่าสร้างการฝึกแยก: การเพิ่มปริมาณการฝึกมากเกินไปจะส่งผลต่อความเข้มข้น
- อย่ารีบร้อน: การฝึกทักษะต้องใช้เวลา
COOL-DOWN🍧
การคูลดาวน์ เป็นส่วนสำคัญของแผนการฝึก CrossFit เช่นเดียวกับการฝึกทักษะ (skill work) มักถูกมองข้ามหรือไม่ได้รับการวางแผนอย่างเหมาะสม ทั้งๆ ที่การคูลดาวน์มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกมากมาย
วัตถุประสงค์ของการคูลดาวน์
- ลดอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย: ช่วยให้ร่างกายที่ร้อนขึ้นในระหว่างฝึกค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ
- ค่อยๆ ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ลดลง: เปิดโอกาสให้หัวใจได้ผ่อนคลายหลังจากทำงานหนัก
- Increas rang of motion ของข้อต่อหลักทั่วร่างกาย: ปรับปรุงความยืดหยุ่นและลดความตึงเครียดหลังออกกำลังกาย
- ทบทวนการฝึกและบันทึกผล: เป็นช่วงเวลาดีๆ ให้ทั้งนักกีฬาและเทรนเนอร์ได้ประเมินช่วงการฝึก
- สร้างความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม: ช่วงคูลดาวน์สามารถเป็นช่วงเวลาในการพูดคุยเกี่ยวกับการฝึกหรือแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็น Comunity ได้เป็นอย่างดี
วิธีการนำไปใช้
- จัดสรรเวลา: ควรเผื่อเวลาไว้ 5-10 นาทีสำหรับการคูลดาวน์
- กิจกรรม: กิจกรรมต่างๆ เช่น การฟื้นฟูร่างกาย การยืดเหยียด การเคลียร์พื้นที่ การรายงานผลคะแนน และการให้กำลังใจกันหลังฝึก ล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
- บันทึกผล: ผู้ฝึกควรให้คำแนะนำในการบันทึกผลการฝึกของตนเอง
- จัดเก็บอุปกรณ์: ช่วยกันจัดเก็บอุปกรณ์และเตรียมห้องให้พร้อมสำหรับเซสชั่นต่อไป
ตัวอย่างกิจกรรมในช่วงคูลดาวน์ (10 นาที)
- ยืดเหยียด (Stretch) – 5 นาที
- บันทึกผลการฝึก (Record results) – 2 นาที
- จัดเก็บอุปกรณ์และทำความสะอาด (Clean up) – 2 นาที
- พูดคุยสรุป (Final discussion) – 1 นาที
ข้อควรระวัง
- ละเลยการวางแผน: เทรนเนอร์ควรวางแผนสำหรับคูลดาวน์ล่วงหน้า
- ไม่ใส่ใจผู้ฝึก: เทรนเนอร์ควรสังเกตสภาพของผู้ฝึกแต่ละคน
- ขาดกิจกรรม: ควรมีกิจกรรมง่ายๆ เช่น การเดินเบาๆ หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
Putting It All Together (Summary)
การวางแผนบทเรียน CrossFit ที่ดี ช่วยให้เทรนเนอร์สามารถจัดการคลาสได้อย่างราบรื่น
ผู้ฝึกได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝึก และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ จะช่วยให้เทรนเนอร์สร้างแผนการฝึกที่เหมาะสม:
1. Choose the Workout Time
- เริ่มต้นด้วยการประมาณเวลาที่ต้องใช้สำหรับการฝึกหลัก (workout)
- ประเมิน “เป้าหมายที่แท้จริง” (INTENDED STIMULUS) ของการฝึก
- พิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ประเภทของการฝึก ระดับความยาก ความซับซ้อนของท่าทาง และจำนวนผู้ฝึก
2. Pre-Workout and Post-Workout Time
- ช่วงก่อนฝึก: รวมเวลาสำหรับการบรรยายสรุป (workout brief) และการวอร์มอัพ (warm-up)
- ช่วงหลังฝึก: รวมเวลาสำหรับการคูลดาวน์ (cool-down) การบันทึกผลการฝึก และการจัดเก็บอุปกรณ์
- พิจารณาการเพิ่ม Skill Work ขึ้นอยู่กับรูปแบบการฝึกในแต่ละวัน
3. Workout Brief
- กำหนดเวลาที่ใช้สำหรับการบรรยายสรุป
- เทรนเนอร์ควรสาธิตท่าทางต่างๆ ที่ใช้ในการฝึก
- อธิบายเป้าหมาย การ Scaling และลำดับของการฝึก
- ตอบคำถามจากผู้ฝึก
4. Planning a Break
- จัดช่วงพักสั้นๆ ก่อนเริ่มการฝึกหลัก
- ช่วยให้ผู้ฝึกมีเวลาเตรียมตัว หยิบอุปกรณ์ และเข้าห้องน้ำ
- ปรับระยะเวลาพักตามความเหมาะสม
5. Warm-Up and Skill Work
- พิจารณาเวลาที่ใช้สำหรับ General warm-up และ Specific warm-up
- ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของท่าทาง ปริมาณการฝึก และระดับความฟิตของผู้ฝึก
- ตัดสินใจว่าจะแทรก Skill Work ช่วงไหน ก่อนหรือหลังการวอร์มอัพ
6. Planning the Details
- กำหนดรายละเอียดสำหรับ Workout Brief , Warm-Up, Cooldown
- เลือกท่าทางที่เหมาะสม กำหนดจำนวนเซ็ต จำนวนครั้ง และน้ำหนัก
- ปรับแผนการฝึกให้เหมาะสมกับผู้ฝึกแต่ละคน
เพิ่มเติม
- เทรนเนอร์ควรมีความยืดหยุ่น พร้อมปรับแผนการฝึกตามสถานการณ์
- สังเกตผู้ฝึกอย่างใกล้ชิด ปรับระดับความยากง่ายของการฝึกให้เหมาะสม
- สร้างบรรยากาศการฝึกที่สนุกสนาน ปลอดภัย และเป็นมิตร
ถ้าทำตามทั้ง 6 ขั้นตอนเหล่านี้ ต้าคิดว่าเราสามารถสร้างแผนการฝึก CrossFit Class ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ฝึกพัฒนาศักยภาพ บรรลุเป้าหมาย และสนุกกับการฝึก ได้อย่างแน่นอนครับ ลุยค้าบบบบบ!!!🔥🔥🔥
ขอบคุณที่อ่านจบครับไปจัดครับผม!!!


Leave a reply to Suputcha Chaisati Cancel reply